2

[Yume100 FanFiction] Star, Stay Still – 02

[Yume100 FanFiction] Star, Stay Still

[ 02 ]

– Pairing : Apollo x Ster –

#หยุดดาว

By SnellSnail

__________________

previous part : | 01 |

__________________

 

“……”

“……หนีไป ภายหลังจากที่ข้าให้สัญญาณ”

“…เจ้าจะไม่ทิ้งข้า”

“แน่นอน…ข้าจะทำ”

 

 

ข้าคิดผิด…

 

ข้อแรก

ไม่ใช่”เขา” แต่เป็น”นาง”

 

บทจะเงียบก็เงียบมานานหลายวัน บทจะพูดก็รวดเร็วเสียจนแทบฟังไม่ทัน และข้าเพิ่งจะรู้ก็เมื่อได้ยินเสียงหวานแหลมเมื่อครู่นี้เอง

…ช่างผิดคาดกับรูปร่าง— พลังกายที่มีเหลือเกิน

 

ส่วนข้อสอง…

เราไม่ได้ไปต่อ

 

ไม่นานหลังออกจากจุดพักก็มีทหารกลุ่มหนึ่งไล่ตามมา จำนวนของพวกเขามีไม่มากนักหากอาวุธครบครัน

 

“พวกข้ามาเพื่อช่วยเหลือท่านแล้ว โปรดวางใจ ท่านจะปลอดภัยในความดูแลของเรา !”

ข้าควรยินดี… เมื่อเจ้าของเสียงที่ตะโกนไล่หลังนั้นประดับตราสัญลักษณ์ทหารแห่งมีเทียร์เวล

 

หากความเร็วที่ไม่มีทีท่าจะลดลงแม้เคลื่อนเข้ามาใกล้ก็แสดงถึงความเร่งรีบได้ดี

…ขณะที่ทางนี้ก็ไม่ได้ลดความเร็วลงเลยเช่นกัน

 

“เอาไง คนมารับกลับบ้านแล้ว อยากให้ข้าไปส่งท่านที่ไหน ?”

ผู้กุมบังเหียนเอ่ยถามอย่างคล้ายให้ทางเลือก กลับเป็นข้าที่เป็นฝ่ายกุมชายผ้าคุมนั้นไว้

“…ข้าไม่ได้โง่”

 

คิดว่านางคงเข้าใจ เมื่อคำตอบรับคือเสียงหัวเราะในลำคอ

…เช่นเดียวกับกลุ่มทหารที่ตามมา เขาเปลี่ยนการพูดไปบ้างเมื่อเห็นท่าทางที่ดูจะเต็มใจในการเป็นตัวประกันเสียเหลือเกิน

 

“นายท่านให้สัญญาว่าท่านจะยังคงดำรงอยู่ดังเดิม ปฏิบัติทุกอย่างไปตามปกติที่เคยเป็น…”

อย่างที่บอก ข้าควรยินดี…

 

“…เพียงท่านทรงกรุณาให้การช่วยเหลือกับเราบ้างในบางครั้ง”

หากว่าทหารเหล่านี้มาเพื่อช่วยเหลือข้าจริง ๆ !

 

ที่รีบเร่งมาตลอด แท้จริงไม่เพียงไปให้ถึงจุดหมาย แต่เพราะยังต้องหลบหนีผู้ที่ไล่ตาม

เจ้าของแผ่นหลังเบื้องหน้าไม่เคยบอก…แน่สิ นางประหยัดคำพูดเสียจนข้ายังเผลอคิดว่าเป็นใบ้ไปเสียแล้ว

 

“……ตกลงตามนี้ เข้าใจแล้วนะ ?”

“ไม่…” ข้าไม่เข้าใจ…

 

เพียงคำตอบยังไม่อาจกล่าวจนจบ เนื่องด้วยผู้ถามไม่อยู่แล้ว

แม้จะไม่รู้เจตนาที่แท้จริง แต่ในฐานะของผู้ร่วมเดินทาง หรืออย่างน้อยก็ในฐานะที่มีส่วนช่วยให้มีชีวิตมาจนถึงตอนนี้

…จะมาทิ้งกันแบบนี้ไม่ได้ !

 

เปรี้ยง !!

 

เสียงฟ้าผ่าดังสนั่นก้องท่ามกลางเม็ดฝนที่เทกระจาดอย่างคล้ายจะอัดอั้นจากที่ตั้งเค้ามานาน

ในคราแรกที่มันผ่าลง…ร่างภายใต้ผ้าคลุมผืนใหญ่ก็ถูกสะบัดตกจากหลังม้า

 

…หรือที่จะเรียกให้ถูกคือ กระโดดลงไปเองด้วยความตั้งใจ

 

เปรี้ยง !!

 

เหลือเพียงข้าที่ไม่เต็มใจเลยสักนิด เมื่อถูกบังคับขนาดนี้จะให้ทำอย่างไรได้…

คล้ายกับทิ้งทุกอย่างไว้เบื้องหลัง …หรือถูกทุกอย่างทิ้ง

 

มือที่เผลอยกขึ้นแตะตรงกลางอกพลันเลื่อนกลับลงกระชับสายบังเหียนที่ถูกยัดเยียดให้ พาม้าทะยานจากมา …นึกแล้วก็ได้แต่สังเวชตัวเอง ลำพังเพียงหันกลับไปมองอย่างเต็มตายังทำไม่ได้

…ข้าได้บอกหรือยัง ว่าข้าขี่ม้าไม่เป็น…

 

……

 

‘ ย้อนไปตามทิศตะวันตก ‘

ดาวเหนือ

ทิศทางไม่ใช่ปัญหาแม้กับท้องฟ้ายามค่ำคืนเช่นนี้ หากแต่จุดหมายที่ต้องไปนั้น..

 

‘ ตามหาโพรงกระต่าย ‘

…ข้าเกือบหลุดปากบอกไปว่าไม่ใช่ ‘อลิซ’ แต่คล้ายอีกฝ่ายจะรู้ตัวได้เสียก่อน

‘ …เอ่อ…แล้วก็มองหาต้นแอปเปิ้ลเข้าไว้  ‘

แม้เสียงแหลม ๆ นั้นจะค่อนข้างฟังยากแต่ข้ามั่นใจว่าได้ยินไม่ผิด และคำใบ้ที่เพิ่มมาก็ไม่ช่วยให้ง่ายขึ้นนัก เมื่อหันซ้ายมองขวาไม่ว่าทางใดก็มีแต่ต้นไม้เหมือน ๆ กันไปหมด …ให้งมหาต้นแอปเปิ้ลในมหาพงไพร คำสั่งเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการกลั่นแกล้งกัน

ไม่รู้ว่าจะเชื่อใจอีกฝ่ายได้มากน้อยเพียงไร แต่หากหมายเอาชีวิตข้านางคงทำไปนานตั้งแต่แรกเจอ ไม่เสียแรงเสียเวลามาจนถึงป่านนี้

เพราะไม่รู้เส้นทาง จึงทำได้เพียงพยายามวิ่งออกไปในทิศทางที่กล่าวมา…ด้วยสองขาของตน

…ก็ดีกว่าฝากชีวิตไว้กับม้าที่ไม่สามารถควบคุม

 

 

ข้าคิดว่าตนเองวิ่งออกไกลจากจุดเกิดเหตุพอสมควร …รู้สึกเหมือนวิ่งด้วยระยะทางที่มากกว่าครั้งไหน ๆ

ถ้าท่านอาจารย์รู้ท่านคงดีใจ ข้าวิ่งเร็วยิ่งกว่าครั้งที่หลบหนีท่าน— เอาเป็นว่า เหนื่อยจนแทบหายใจไม่ทัน

 

…หากแต่มันยังไม่พอ

 

นอกจากเสียงฝนเสียงฟ้า ยังมีอีกสิ่งที่น่าสะพรึงไม่ยิ่งหย่อนไปกว่า

เสียงคำรามที่ดังสะท้อนก้องไปทั่ว ราวกับจะตอกย้ำว่านี่คือป่าของจริง ไม่ใช่อุทยานหลังวังให้วิ่งเล่น

 

…และเจ้าของสถานที่แห่งนี้ ไม่ใช่มนุษย์

 

ข้าวิ่งไม่เป็นทิศทาง ดูจากรอยเท้าสะเปะสะปะก็พอรู้ แต่นาทีนั้นจะทำอย่างไร อีกทั้งก่อนหน้าก็ไม่ต่างจากการหลงป่าอยู่แล้ว

…ต้องเอาชีวิตรอด

ไม่เพียงจากเจ้าของเสียงร้องที่มองไม่เห็นตัว แต่เป็นสัตว์หน้าตาเป็นมิตรและดวงตากลมโตที่แสนคุ้นเคย

 

กวาง…เจ้าสัตว์กินพืช เจ้าตัวที่ดีแต่วิ่งหนีศรจากทหารในยามออกล่าสัตว์

มาบัดนี้กลับเป็นฝ่ายวิ่งไล่อย่างดุร้ายชนิดว่าถ้าหลบไม่ทันแม้เพียงนิด ไม่ถูกเหนียบตายก็ได้ถูกเขาของมันทิ่มทะลุพรุนทั้งตัวแน่ !

บอกทีว่าที่เคยเจอไม่ใช่ญาติพี่น้องกัน

 

ชั่วขณะหนึ่งข้าแอบคิด…แท้จริงแล้วหรือควรยอมทำตัวว่าง่ายกลับไปแต่โดยดี เมื่อมันอาจจะมีทางรอดมากกว่า

 

แต่ก็รู้…ว่าต่อให้ทัน ข้าก็คงไม่ทำ

 

 

หมี เสือ งู หมาป่า แมงมุม และอะไรอีกมาก ก่อนทันรู้ตัวอีกทีทุกอย่างพลันมืดสนิท

…ไม่แน่ชัดว่าเป็นความจริง หรือเพียงแค่ฝันไป

เมื่อปัจจุบันข้ายังมีลมหายใจ…และยังได้ยินเสียงคนพูดคุยอยู่ใกล้ตัว

 

“เอาน่า ~ ถือเสียว่าทำบุญทำทาน— คิดเสียว่าเลี้ยงไว้ใช้แรงงาน… เสียดายแย่ถ้าต้องปล่อยไปเป็นปุ๋ยให้ต้นไม้”

“เด็ก ดีแต่วุ่นวายปวดหัว ยุ่งยาก”

 

ภาพสุดท้ายที่เห็น เหมือนจะเป็น… นัยน์ตาสีสว่างดุจเปลวเพลิงที่แวววาบแม้ในคืนมืด

“ตัวก็แค่นี้ เลี้ยงไว้จะหนักหนาแค่ไหนกันเชียว… ขนาดลูกแกะหลงฝูงเจ้ายังรับมาเลี้ยงดู”

 

ดวงตาที่ปรายมองมาราวกับราชสีห์จ้องมองเหยื่อ

ไม่สิ…

 

“ …ถึงสุดท้ายแล้วจะถลกขนแล่เนื้อกินก็เถอะ”

นั่นน่ะ ‘ราชสีห์’ ของแท้เลยต่างหาก !!

 

 

เฮือก !!

 

 

“อ้าว ฟื้นแล้วนี่ ?”

ร่างเล็กสะดุ้งตื่นขึ้น กะพริบตาปริบ จ้องมองภาพตรงหน้าอย่างหวังว่ามันจะเปลี่ยนไป และเป็นเขาเองที่ตาฝาด

…แต่ก็ไม่

 

โดยไม่ต้องนึกทวนสิ่งที่เกิด ภาพตรงหน้าก็มากพอจะบอก

ดวงตาคู่คมที่มองมา จมูกแบบนี้ ปากแบบนี้…และแผงคอที่ปกคลุมด้วยขนหนาดูนุ่มฟูแบบนี้

 

“สิงโต…พูดได้… !!?”

 

 

“อ้าว หลับไปอีกแล้ว… เป็นเด็กก็ต้องการการพักผ่อนที่มากกว่าสินะ… อืม…”

“…”

 

“…ท่าทางจะยากจริงด้วยอะ”

“……”

 

 

“ดูท่าว่านอกจากร่างกายจะบาดเจ็บแล้ว สมองยังกระทบกระเทือนอีกด้วย…”

นั่นคือสิ่งแรกที่ได้ยินภายหลังจากที่ข้าลืมตาขึ้นมาอีกครั้ง

 

ตรงหน้า… คือชายรูปร่างสูงใหญ่ในเสื้อผ้าสีเข้มผู้มาแทนที่สิงโตตัวนั้น หากสีหน้าที่เคร่งเครียดและเรียวคิ้วที่ขมวดเข้า  ไหนจะหนวดเคราเฟิ้มและเส้นผมดุจเพลิงพันยุ่งอย่างขาดการดูแล

มอง ๆ ไปก็ดูคล้ายกัน

 

“สิงโตพูดได้ ? เหอะ…” เขาทวนคำซ้ำพร้อมเสียงหัวเราะค่อนแคะ…ใส่หน้าข้า

 

คนป่า…

 

ใกล้กันนั้น …คนป่าหมายเลขสอง มีสีหน้ายิ้มแย้มและท่าทีที่ดูจะเป็นมิตรกว่าคนแรกมากนัก เรือนผมสีทองพลิ้วไหวยามเมื่อเขาขยับตัวเข้ามาใกล้

…ใกล้…มากพอที่จะเห็นไฝเล็ก ๆ ที่ตรงแก้มซ้ายอย่างชัดเจน

 

“ไปไงมาไงล่ะเรา หลงทางกับพ่อแม่หรือ ?”

 

 

TBC

 

 

Note :

เกือบเดือนผ่านไป ลืมไปเลยว่าเคยมีฟิค (…)

เขียน ๆ แล้วก็อยากวาดเป็นรูปขึ้นมาแทนซะงั้นค่ะ แต่ถ้าทำจริงคงเจอกันอีกทีปีหน้าสินะะ (พูดทั้งที่นี่ก็เพิ่งขึ้นปีใหม่แท้ ๆ)

เมื่อไหร่ก็เมื่อนั้นจริง ๆ แต่จะพยายามอัพต่อในเร็ววันนะคะ ฮืออ ขอบคุณที่เข้ามาอ่านค่ะ

Advertisements
3

[Yume100 FanFiction] Star, Stay Still – 01

 [Yume100 FanFiction] Star, Stay Still

[ 01 ]

– Pairing : Apollo x Ster –

#หยุดดาว
By SnellSnail

__________________

 

 

ข้าเคยคิด…ว่าถ้าหากได้เกิดเป็นคนธรรมดาก็คงดี

 

 

คนธรรมดา…ที่ไม่อ่อนแอเกินไปจนถูกใครรังแก ไม่แข็งแกร่งเกินไปจนทำร้ายคนอื่น

ไม่ต้องแก่งแย่งชิงดี… ขณะที่ไม่ต้องคอยระแวงใครต่อใคร

ยศศักดิ์ไม่ต้องสูงให้มากพิธีรีตรอง… ไม่ต้องออกงานสังคมยิ่งใหญ่ ขอเพียงกลุ่มเพื่อนเล็ก ๆ ที่จริงใจก็พอ

 

คนธรรมดากับบ้านธรรมดา…

เพียงได้อยู่รับประทานอาหารพร้อมหน้ากับบทสนทนาเล็ก ๆ ในครอบครัว แทนที่จะเป็นโต๊ะตัวยาว อาหารครบพร้อม …แต่กลับมีข้าคนเดียวที่นั่งอยู่ และสาวใช้ที่ยืนรอรับคำสั่ง

 

…แต่มันคงเป็นไปไม่ได้…

 

……

 

ตำแหน่งกษัตริย์แห่งมีเทียร์เวล ไม่ได้มีชื่อแค่เพียงนาม หากบุคคลผู้ดำรงตำแหน่งนั้นมากด้วยความสามารถ

ท่านอาจไม่ใช่ผู้ที่กระหายในการทำสงครามเหมือนดินแดนอื่น แต่ผู้คนต่างก็รู้ดี

…ไม่ใช่เพราะทำไม่ได้ …เพียงแต่ท่าน ไม่ทำ ก็เท่านั้น

 

ท่านไม่เพียงแต่สั่งการด้วยพระเดช หากตอบแทนด้วยพระคุณอันยิ่งใหญ่

ไม่ว่าคนผู้นั้นจะยากดีมีจน ไม่ว่าทหารหรือประชาชน

 

…มอบใจให้กลับคืนคนของท่าน

 

และเพราะอย่างนั้นจึงแข็งแกร่ง…มากเสียจนไม่คิดว่าจะมีใครหรืออะไรมาล้มล้างได้

เสมือนไร้ช่องโหว่ และทุกอย่างดูเหมือนจะราบรื่นดี

 

แต่ไม่ว่าสิ่งใด ล้วนต่างก็ไม่สมบูรณ์พร้อม

 

ประกอบกับที่ข้ากำเนิดมา

 

 

…และกลายเป็นจุดอ่อนข้อนั้น

 

 

……

 

 

คืนนั้นเป็นคืนเดือนมืด

 

ข้าไม่แน่ใจว่าก่อนหน้านั้นกำลังทำอะไรอยู่… บางทีอาจเป็นการอ่านหนังสืออย่างเช่นทุกครา หรือเพียงแค่นอนหลับตานิ่ง ๆ อยู่บนเตียง

…กับความเหนื่อยล้าที่มีมากกว่าทุกวัน

 

 

…ข้าฝัน…

 

 

ตัวข้าที่กำลังนั่งอยู่บนหลังม้า…
มันไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นความรู้สึกต่างหากที่แปลก

กับคนที่มักจะถูกกันออกห่างจากเรื่องพวกนี้ ทำให้ข้าไม่มีโอกาสได้ขึ้นขี่มันบ่อยนัก
…แม้จะชอบความรู้สึกยามได้สัมผัสผ่านกระทบลม

 

 

…ข้ากำลังฝัน…

 

 

ขณะอาชาพุ่งทะยานออกไปท่ามกลางความมืดมิดที่ข้ามองไม่เห็น ความเร็วของมันมากพอให้พลัดตกลงไปได้ง่าย ๆ หากไม่หาที่ยึดจับให้มั่น

 

แต่ข้าไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น

ไม่เลยสักนิด… เมื่อกำลังถูกรวบตัวไว้อย่างแน่นหนา

 

 

ภาพของเปลวเพลิงที่ลุกไหม้ยังคงติดตา ความร้อนที่สัมผัสได้แม้จะอยู่ไกลห่างออกมา

เสียงกระทบของดาบ เสียงหวีดหวิวยามธนูแล่นผ่านอากาศ เสียงตะโกนสลับหวีดร้องของเหล่าทหารและสาวใช้ยังคงอื้ออึงไปหมด

 

และผู้ที่ตกเป็นเป้าหมายหลักนั้นเป็นตายร้ายดี…ยากจะกล่าว

 

 

…ข้าหวัง ว่าข้ากำลังฝัน…

 

…แม้จะรู้ดี ว่าเป็นได้เพียงแค่การหลอกตัวเอง..

 

 

……

 

 

ครืน…

 

 

ฝนกำลังจะตก…

 

รอบตัวรายล้อมไปด้วยต้นไม้ใบหญ้า ขณะท้องฟ้าเบื้องบนปกคลุมด้วยกลุ่มเมฆมืดครึ้ม

ข้าจ้องมองมัน ขณะฉีกกินก้อนขนมปัง …ที่แข็งที่สุดเท่าที่เคยกินมา
เรื่องรสชาติยิ่งไม่ต้องพูดถึง แต่ก็จำต้องทนเพื่อประทังชีวิต

 

ไม่รู้ว่าเดินทางมาไกลเท่าไหร่ ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานมากไหม และไม่รู้… ว่าจะต้องไปอีกไกลเพียงใด

 

 

ข้าเหลือบมองอีกคนที่นั่งนิ่งอยู่ไม่ห่าง

…นิ่งจนบางทีข้าคิดว่าเขาอาจกำลังหลับ… ไม่แน่ใจนักด้วยผ้าคลุมผืนใหญ่ที่บดบังอยู่

 

 

“…พอแล้ว”

เขาไม่ได้หลับ…
และไม่รู้ว่าตีความสายตาของข้าว่าอย่างไร ขนมปังอีกก้อนจึงได้ถูกยื่นมา

ใช่ว่ารังเกียจที่จะต้องกินอาหารต่อจากคนอื่น— หรือแม้แต่รอยกัดนั้นก็ตาม

…นาทีนี้จะมีสภาพอย่างไรยังต้องสนใจอีกหรือ

 

เพียงแต่ฝ่ายที่ต้องลงแรงไม่ใช่ข้า ทั้งการตรวจตรา หน้าที่ในการจัดหาอาหารและน้ำดื่มก็เช่นกัน

 

 

……

 

 

ข้ายังไม่เคยได้ยินคำพูดจากผู้ร่วมเดินทางเลยสักคำ…

 

ไม่เฉพาะกับคำถามที่เขาคงไม่อยากตอบหรือไม่สามารถตอบได้ แต่กับคำถามทั่วไปอย่าง ร้อนไหม เหนื่อยไหม

…บางทีเขาอาจจะเป็นใบ้

 

ข้าละสายตา มองขาทั้งสองที่กว่าครึ่งนั้นจมอยู่ในน้ำ

…หมายถึง ขาของเขา

 

ปลายเท้าของข้ายังไม่สัมผัสถูกผิวน้ำเสียด้วยซ้ำ…

 

ข้าถูกอุ้มขึ้นบ่า เพื่อที่จะข้ามแม่น้ำสายเล็ก ๆ เส้นหนึ่ง

แม้ขนาดของมันจะไม่มาก แต่ใช่ว่าม้าจะสามารถกระโดดข้ามได้ในครั้งเดียว อีกทั้งสายน้ำยังค่อนข้างเชี่ยวกราก เป็นการดีที่จะลงเดินแล้วจูงม้าข้ามไปแทนการฝืนควบผ่านทั้งอย่างนั้น

 

…ราวกับสิ่งของมีค่าให้ปกป้อง…

 

แต่ลำพังตัวข้าน่ะหรือจะมีค่าอะไร …? คงไม่ แน่นอนอยู่แล้ว

 

ตำแหน่ง และ สิ่งที่ครอบครองอยู่ ต่างหากที่สำคัญ…เมื่อเป็นถึงเจ้าชาย

…ต่อให้เป็นเพียงเจ้าชายที่อ่อนแอและไร้ความสามารถก็ตาม

 

 

กระนั้น สถานะตอนนี้ถูกจัดเป็น ผู้ได้รับความช่วยเหลือ หรือ ตัวประกัน

 

จนถึงตอนนี้ว่ากันตามตรง…ข้าไม่รู้เลย

 

 

……

 

 

สภาพพื้นผิวและสภาวะที่ต่างไป ไม่เคยทำให้หลับได้นานเลยสักครา

 

ข้าได้ยินเสียง… เสียงขับขานของนกที่ดังขึ้นแม้ยามค่ำคืน

แปลก เมื่อมันไม่เคยเป็นเช่นนี้มาก่อน— หรืออย่างน้อย ก็ตลอดหลายวันที่ผ่านมา

 

ข้าหันมองหาคนข้างตัว…ที่พบว่ามองมาอยู่ก่อนแล้ว

โดยไม่ต้องให้บอก ข้ารู้ทันทีว่าเวลาในการพักได้หมดลง

 

ครั้งนี้ข้าเป็นฝ่ายขยับลุกขึ้นก่อน
เดินไปหยุดอยู่ที่ข้างตัวม้า หันกลับมา …แล้วยื่นมือทั้งสองให้

 

 

ใช่ว่าไม่เคยคิดหนี เรื่องนั้นเป็นสิ่งที่อยู่ในหัวของข้ามาตลอดตั้งแต่วันแรก ๆ เสียด้วยซ้ำ

…เคยทำก็แล้ว เพียงแต่ท้ายที่สุดได้แต่ถูกหิ้วกลับมา

 

ข้าเพิ่งตระหนักในภายหลังนั้นเอง

ลำพังการผละออกห่างอาจเป็นไปได้…แต่แล้วอย่างไร

 

ต่อให้หนีไปได้จริง…
…แล้วจะให้หนีไปที่ไหน…?

 

 

ข้าถูกพากลับขึ้นหลังม้า

น่าแปลกที่คราวนี้ข้อมือของข้าไม่ถูกมัดด้วยเชือกหรือเศษผ้าเหมือนอย่างทุกครั้ง

 

…อาจเป็นเพราะเห็นว่าไม่มีปัญญาจะหนีไปไหน

หรือไม่…ช่วงหลังมานี้ข้าก็ทำหน้าที่เป็นตัวประกันที่ดี

 

 

เรายังคงเดินทางต่อไป

 

 

TBC

 

 

Note :

สวัสดีค่ะ หอยทากเองค่ะ

มาแปลกนิดนึงด้วยฟิค ปกตินอกจากโรลเพลย์แล้วเคยเขียนอะไรแบบนี้ที่ไหน ฮืออ

อันที่จริงเราอยากลองเขียนฟิคสักเรื่องมานานแล้วค่ะแต่ไม่ได้ทำสักที ไหน ๆ ก็ไหน ๆ มาลองทยอยเขียนลงเว็บเรื่อย ๆ ดูบ้างจะได้เป็นแรงผลักดันให้เขียนต่อไปด้วย

หากว่ามีอะไรอยากบอกกล่าวอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้ยินดีเสมอนะคะ
สามารถคอมเม้นต์ไว้ใน WordPress นี้เลย หรือหน้าเพจเฟซบุ๊กที่เราแชร์ลิ้งก์ไป หรือแฮชแท็กในทวิต หรือ…อะไรอีก มากกว่านี้ก็เมนชั่นหาเราโดยตรงแล้วล่ะ ฮาา ตามสะดวกเลยค่ะ จะตามไปอ่านทุกที่แน่นอน ถ้ามี

มาหยุดดาวด้วยกัน และภาวนาให้หอยทากหยุดดองด้วยนะคะ โฮโฮ
(นี่อาจเป็นชื่อที่แท้จริงของเรื่อง)